ชูใจ
ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้องจากบรรดาพี่น้อง 8 คน ฉันมีแม่วัย 90 ปีที่อยู่บ้านเดียวกัน เมื่อก่อนแม่อยู่บ้าน ฉันก็ไปทำงานตามปกติ ฉันเป็นเจ้าของร้านแว่นในอีกอำเภอหนึ่งซึ่งต้องไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งแน่นอนที่สุด เมื่อเสียงอะซานมัฆริบดังขึ้นฉันก็ต้องถึงบ้าน เพราะไม่งั้นแม่ก็จะนั่งเฝ้ารอที่เก้าอี้ตัวเดิมจนกว่าฉันจะถึงบ้าน ชีวิตฉันเป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ ทุกปี และสารภาพตามตรงว่า มีบางครั้งที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมแม่ต้องรอฉันคนเดียว ทั้ง ๆ ที่มีลูกคนอื่น ๆ รอบบ้าน พี่ ๆ ก็ได้แต่แซวฉันว่า ฉันเป็นลูกรัก ต่อให้มีพี่อยู่รอบตัว แม่ก็ชะเง้อรอฉันอยู่ดี บางทีก็อยากไปลั้ลลานอกบ้านบ้าง เที่ยวเปิดท้าย พบปะเพื่อนบ้าง ก็ไม่ได้เลย แม่จะแพนิค เป็นลมเมื่อฉันไม่ถึงบ้าน เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนฉันรู้สึกว่าไม่ไหวอีกต่อไป และฉันก็ตัดสินใจคุยกับแม่ ซึ่งการคุยครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยน” ของฉันกับแม่ซึ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แม่เริ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่พ่อจากไป และเป็นมาเรื่อย ๆ
หลายปีที่ฉันไม่มีโอกาสได้ไปไหนเลย กลับบ้านช้ากว่ากำหนดยังยาก เรื่องไปเที่ยวหรือพักผ่อนต่างจังหวัดก็ตัดไปได้เลย ไปเมื่อใดแม่เป็นลมเมื่อนั้น ดีไม่ดีก็ต้องออกจากที่พักกลางดึก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเลิกที่จะไปเที่ยวหรือพักผ่อนที่ไหนอีก
จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่นั่งรอฉันเหมือนเดิม แต่แสงหน้ารถสาดไปต่างจากเดิม ฉันรู้สึกว่าแม่รอฉันจริง ๆ และคงนับการรอเป็นนาที หรืออาจจะเป็นวินาทีด้วยซ้ำ และภาพนั้นเป็นเหตุให้ฉันเปลี่ยนความคิด ไม่ตามใจแม่ให้อยู่บ้านรอฉันด้วยความทรมานอีก
ฉันตัดสินใจคุยกับแม่ เป็นการขอร้องกึ่งบังคับ และตามด้วยการขอความเห็นใจในฐานะลูก
“หลังจากนี้เราต้องไปร้านแว่นด้วยกัน ไม่ว่าลูกจะไปไหน ทำอะไร แม่จะต้องไปด้วย เราจะไปด้วยกันในทุก ๆ ที่ แม่ไม่ต้องรอลูก และลูกก็ไม่ต้องพะวงแม่ที่อยู่ที่บ้านอีก”
ฉันสามารถพาแม่ไปไหนได้ ไปร้านด้วยกันได้ เพราะฉันเป็นเจ้าของร้านแว่น และมีพื้นที่มากพอที่จะจัดให้แม่ได้อยู่ด้วยกันได้
แม่ส่ายหัวในตอนแรก และพยักหน้าเมื่อฉันพูดด้วยหลายครั้งผ่านการช่วยกันคุยของพี่ ๆ และหลาน ๆ ที่แสดงความห่วงใย เพราะทุกคนชัดเจนว่า แม่ติดฉันมากจริง ๆ
และใช่ การพยักหน้าของแม่ก็เปลี่ยนชีวิตเราสองคน
ฉันพาแม่ไปทุกที่ และแม่แทบจะกลายเป็นมาสคอตของร้านฉัน
ร้านแว่นที่มีลูกขายแว่นไป และแม่ก็ได้เจอลูกค้าของฉันที่เป็นคนรุ่นเดียวกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวแห่งวัย เรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง การใช้ชีวิตของเด็ก ๆ รุ่นแม่ที่ปีนแต่ต้นหว้า ตกปลา เล่นน้ำไปเรื่อย ดีไม่ดีบางวันก็เจอญาติที่ฉันไม่รู้ว่าเป็นญาติ แต่ตามประสาคนเฒ่าที่มักไต่ถามกันถึงต้นตระกูล ลูกใคร สนิทกับใคร เคยไปเที่ยวแถวบ้านเราไหม และถามไปถามมาก็กลายเป็นคนรู้จักกันรุ่นก่อน หรือเป็นคนสนิทของใครสักคนในครอบครัวเรา บางวันไม่มีลูกค้า ฉันทำโน่นทำนี่ในร้าน หันไปอีกทีแม่กับแมวที่ฉันเลี้ยงไว้ก็กอดกันกลม มันเป็นภาพที่ช่างน่ารักในความรู้สึกฉัน
ฉันได้ไปเที่ยวเปิดท้าย กลับบ้านเย็นได้ พาแม่ไปลองร้านต่าง ๆ ที่เพิ่งปรุงเสร็จ ได้ไปพักผ่อนริมทะเล ได้เห็นหาดทรายที่งดงามของสตูล ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้า ทานมื้อเช้ากันริมทะเล ได้พากันไปซื้อของที่ห้าง ที่ได้มีโอกาสเลือกช้า ๆ
จากที่ตัวเองเคยผอมเป็นกระดูกเดินได้ ฉันก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้น นั่นเป็นเพราะการมีแม่มาอยู่ร้านด้วย ทำให้ฉันกับแม่ช่วยกันเตรียมข้าวมาจากบ้านเพื่อทานมื้อเที่ยง เป็นอาหารที่เราสองคนช่วยกันปรุงแต่เช้า และใส่ปิ่นโตมาทานที่ร้าน ทั้งที่เมื่อก่อนฉันแทบไม่ทานมื้อเที่ยงเลย เพราะรู้สึกว่าไม่หิว และการทานข้าวคนเดียวก็เหงาเกินไปสำหรับฉัน ก็จะเก็บความหิวไปทานมื้อเย็นที่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฉันกับแม่ทานข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยผ่านรสมือแม่ และอาหารจากพืชผักรอบบ้านที่ฉันคุ้นเคย แม่เองก็มีความสุข การมาร้านคือการได้พักผ่อน ได้ใช้เวลาร่วมกัน และแม่ก็มีความสุขในทุก ๆ กิจกรรมที่เราได้ทำร่วมกัน จากการที่คิดว่าจะเพียงแค่ดูแลแม่ไม่ให้เหงาก็กลายเป็นมวลความสุขในชีวิตของฉันเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ตอนนี้ฉันมีความตั้งใจเล็ก ๆ ที่จะเก็บเงินซื้อรถเข็นพับได้สักคัน ฉันอยากพาแม่ไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นบ้านของพี่สาวคนโตที่แต่งงานและไปตั้งรกรากที่นั่น พี่สาวกลับมาเยี่ยมแม่เสมอ แต่ฉันก็อยากพาแม่ไปที่นั่น พร้อมกับให้แม่ได้พักผ่อน เห็นความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวสมัยใหม่ สิ่งถูกสร้างทั้งหลายที่ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของแม่ไม่มีโอกาสได้เห็น และฉันหวังว่าความฝันของฉันเรื่องนี้จะเป็นจริงในสักวัน
แม่พาลูกไปได้ทุกที่ แล้วทำไมฉันที่เป็นลูกจะพาแม่ไปกับฉันในทุกที่ไม่ได้ และฉันเชื่อตามหลักคำสอนของอิสลามว่า เราจะพากันไปจนถึงสรวงสวรรค์ของอัลลอฮฺ ดั่งคำสัญญาที่ท่านนบีกล่าวไว้ว่า “ในสวรรค์ท่านจะได้อยู่กับคนที่ท่านรัก”






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น