“ชีวิตที่มุ่งช่วยผู้ถูกกระทำความรุนแรง สู่การเป็นผู้ที่หลุดพ้นจากความรุนแรงในหัวใจ”
โดย ขจรจบ
ในวันปกติสุขวันหนึ่งของชีวิต ที่ยังคงทำงานทุกวันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งยังคงเป็นเช้าที่ออกไปทำงานที่วันนี้มีกิจกรรมพิเศษก็คือ ฉันเป็นอาสาสมัครที่ช่วยเหลือดูแลผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบความรุนแรงในครอบครัว เป็นหนึ่งในทีมงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาระบบและกลไกของการดูแลผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบความรุนแรงในครอบครัว
หลังเสร็จงานแล้ว ฉันก็ไปร่วมกิจกรรมของโครงการซี่งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว ฉันก็ฟังเนื้อหาไปเรื่อย ๆ โดยที่ในตอนแรกก็รู้สึกว่า คงเป็นงานวิชาการงานหนึ่งที่หากขึ้นชื่อว่า นักวิชาการ นักวิจัยทำแล้ว ก็คงเป็นเรื่องที่เราชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ยิ่งหัวหน้าโครงการที่แนะนำตัวเองว่า เป็นนักศึกษาปริญญาเอกแล้ว ยิ่งน่าจะไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ แต่ก็ด้วยมารยาทและความเกรงใจก็ฟังไปเรื่อย ๆ มีหน่วยงานต่าง ๆ หมุนเวียนกันมาสื่อสารข้อมูล ทั้งตัวแทนจากโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์สำหรับดูแลผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ทนายความ และตัวแทนจากคณะวิจัย
ฉันฟังเนื้อหาไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงภูกกระทำความรุนแรงไม่ใช่เพียงแค่การโดนตบตี ทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่หมายรวมถึง การถูกทำร้ายผ่านการสื่อสารด้วยวาจา ผ่านการกระทำที่นิ่งเฉย ผ่านความเงียบ ที่ไม่ทำอะไรเลย เนื้อหาเล่าถึงความทุกข์ของผู้หญิงที่ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยสามีที่เธอวางใจ เล่าถึงการถูกทำร้ายด้วยวาจา และยังมีอีกหนึ่งในความรุนแรง ที่ฉันไม่คิดว่า คือความรุนแรง นั่นคือ ความนิ่งเฉยของผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ในกรณีศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า
สามีที่เป็นหัวหน้าครอบครัวของเธอ ใช้ชีวิตด้วยการสูบบุหรี่ ดื่มน้ำกระท่อม ไม่ทำงาน และไม่ว่าจะดุด่า ต่อว่าอย่างไร สิ่งที่สามีทำก็คือ การนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบ และยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมในทุกวัน เธอยังคงทำงาน ที่แทบจะไม่ได้พัก เลี้ยงดูลูก และเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว
ในขณะที่ผู้หญิงอีกคน เธอเล่าว่า
เธอเป็นคนทำงานในหน่วยงานแห่งหนึ่ง ที่แม่ยาย คนในครอบครัวสามีใจดีกับเธอมาก ๆ เธอเป็นคนอีกจังหวัดหนึ่ง มาใช้ชีวิตครอบครัวที่นี่ มีหน้าที่การงานที่ดี จากเจ้าหน้าที่ธรรมดา เธอกลายเป็นผู้บริหาร แต่ทุกข์ของเธอ คือการมีสามีที่ติดน้ำกระท่อม เวลาใจดีก็ดีใจหาย เวลาโกรธขึ้นมา เธอก็ต้องฟังคำที่ทำให้เจ็บ จนกลายเป็นความทรมานในชีวิตของเธอ เธอทุกข์ใจ จนต้องทานยาแก้ซึมเศร้า จะกลับบ้านก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ บ้านเธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ พ่อแม่ต้องขายรถเพราะผลจากน้ำท่วมหนักเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นภาระของพ่อแม่ได้ เลยได้เพียงแค่อดทน อดทน และอดทน เบื้องหน้า เธอคือคนทำงานที่ใจดีกับเพื่อนร่วมงาน กลับถึงบ้านคือผู้หญิงที่ทุกข์ทรมานคนหนึ่ง
ฉันฟังเรื่องราวเหล่านั้น และจ้องมองจอโปรเจคเตอร์ผ่านม่านน้ำตา และมีบางอย่างที่ฉันสงสัย ฉันมีสามีที่ไม่เคยทำร้ายด้วยวาจา ไม่เคยตบตีให้เจ็บปวด แต่ฉันว่า ฉันคือคนที่ย่ำอยู่กับการไม่ได้รับการดูแลในสิ่งที่คนรักคนหนึ่งควรได้รับ ฉันคือผู้หญิงแกร่งในสายตาของเขา ทำงาน ขับรถ ทำกับข้าว ดูแลครอบครัว ในขณะที่เขาใช้เวลากับการเข้าสังคม พูดคุยกับเพื่อน ๆ หนึ่งวันหมดไป โดยที่ไม่ได้ทำงานอะไร ฉันคือแหล่งเงินของเขา ที่ฉันก็ทำมันจนชินตลอดชีวิตการแต่งงานของเรา ฉันเชื่อว่า การดูแลเอาใจใส่สามีอย่างดี คือสิ่งที่ผู้หญิงควรทำ และคงได้รับผลตอบแทนที่ดีไม่ในวันนี้ ก็วันข้างหน้า หรือไม่ก็โลกหน้า แต่การได้มีโอกาสฟังเรื่องราววันนี้ ฉันรู้แล้วว่าทำไมฉันจึงร้องไห้ นั่นเป็นเพราะฉัน คือคนหนึ่งที่ถูกกระทำความรุนแรง ผ่านความนิ่งเฉย ไม่ได้รับการดูแล จนฉันชินที่จะไม่ถูกดูแล
ฉันเดินไปหาหัวหน้าโครงการวิจัย ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เล่าเรื่องราวให้เธอฟัง และถามเธอว่า ฉันควรทำอย่างไร เธอถามฉันถึงลักษณะของสามี มารยาท และความเป็นตัวตนของเขา ฉันเล่าให้ฟังว่า สามีเป็นคนอ่อนโยน เคารพ ให้เกียรติผู้คน เพียงแต่ การใช้ชีวิตของเขา ฉันคิดว่าไม่ใช่คำว่าครอบครัว และเขาไม่มีลักษณะของความเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงิน ค่าใช้จ่ายในครอบครัว การดูแล แก้ปัญหาของลูก หรือแม้กระทั่งในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ที่เขาใช้เวลาไปกับกลุ่มเพื่อนจนดึกดื่น ที่ฉันก็อยู่เพียงลำพังและหลับไปคนเดียวโดยที่เขาเป็นเช่นนี้มาตลอด
หัวหน้าโครงการวิจัยบอกฉันว่า ฉันยังเป็นผู้มีพลังอำนาจในการต่อรอง สามารถสื่อสารเพื่อให้สามีได้ปรับเปลี่ยน และพูดคุยในความบกพร่องของเขา ฉันถามย้อนกลับไปว่า พลังอำนาจคืออะไร ทำไมถึงมองว่าฉันมี เธอตอบฉันว่า นั่นเป็นเพราะฉันมีเงิน มีความรู้ มีคนรอบตัวที่หากไม่ใช่สามีแล้วก็พร้อมจะปกป้อง การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาคือสิ่งที่ฉันควรทำ และขอให้ใจเย็น สื่อสารเพื่อร่วมกันปรับเปลี่ยนครอบครัว และดูแลหัวใจของฉัน ที่หมายรวมไปถึงลูกด้วย
กลับถึงบ้าน ฉันขอเวลาในการพูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ฉันพูดกับเขาถึงเรื่องของความบกพร่องของคนเป็นสามี และความน้อยใจ เศร้าใจในฐานะคนเป็นภรรยา ฉันชอบอะไรในตัวเขา (นี่เป็นสิ่งที่หัวหน้าโครงการแนะนำว่า ควรเป็นสิ่งที่เริ่มต้นในการพูดคุย) และฉันไม่ชอบอะไรในตัวเขา (นี่เป็นข้อมูลที่ฉันอยากสื่อสารกับเขา) เขาขอโทษและเขาบอกว่า เขาลืมคิดในมุมนี้ และเข้าใจว่า ฉันอยากพักหลังจากงานทำหนัก ต้องการพักผ่อนโดยที่เขาไม่รบกวน และคิดว่าฉันมีสังคมอื่นแล้วที่เขาไม่มีความจำเป็น เขาเองก็รู้สึกว่า สังคมของฉันก็ต่างจากสังคมของเขา และเขาไม่รู้ว่าเขาทำให้ฉันทุกข์ใจ ฉันสื่อสารเรื่องลูก ว่านอกจากดุ ตีลูกเมื่อทำความผิดแล้ว เขาแทบไม่แสดงความรักกับลูกเลย เขาไม่เคยกอดลูก ไม่ใช้ความอ่อนโยนในการสื่อสารกับลูก เขาคิดว่าการใช้ความแข็งกร้าวคือการแสดงความเป็นลูกผู้ชาย ฉันบอกว่า ไม่ใช่ ผู้ชายไม่จำเป็นต้องแข็งกระด้าง เราสามารถปลูกปั้นลูกชายให้อ่อนโยนและเข้มแข็งในคนเดียวกันได้ เขาพยักหน้าเงียบ ๆ ในขณะที่ฉันก็น้ำตาร่วงหลังจากที่ตัวเองสื่อสารออกไป
เวลาผ่านไป สามีเอาใจใส่ฉันมากขึ้น มีช่วงเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกัน วันหยุดพิเศษก็เป็นเวลาของครอบครัว เขากอดลูก ให้กำลังใจ สื่อสารเชิงบวกกับลูก จนลูกแซวกับฉันขำ ๆ ว่า ลูกเหมือนได้พ่อใหม่ในเวอร์ชั่นที่อ่อนโยนเลย จากที่เคยโทรมาหาฉันคนเดียว ลูกก็เริ่มโทรหาพ่อด้วย หอมแก้ม กอดคอกัน และเขาก็เลิกทุบตีเมื่อลูกทำผิด ซึ่งเมื่อก่อน เขาตีลูกทีไร เป็นฉันที่ร้องไห้ทุกที ตอนนี้ครอบครัวเรากลายเป็นครอบครัวที่อ่อนโยนมากขึ้น และมวลความสุขในครอบครัวก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ฉันไม่คิดว่า การพาตัวเองก้าวเข้าไป เพื่อเป็นทีมงานในการดูแลผู้อื่น กลายเป็นการเปลี่ยนชีวิตตัวเองและครอบครัว การมีความรู้ความเข้าใจและได้รับคำแนะนำที่ดีจากโครงการ ทำให้ฉันและครอบครัวมีความสุขมากขึ้น จากความตั้งใจที่จะเป็นอาสาเพื่อดูแลผู้อื่น กลับเป็นโอกาสที่หัวใจตัวเองได้รับการเยียวยา นับเป็นเรื่องราวที่ดีในชีวิตฉันในช่วงปีที่ผ่านมา ขอบคุณอัลลอฮฺ อัลฮัมดูลิลลาฮฺ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น