การกลั่นแกล้ง (Bullying) ความรุนแรงในสังคม ที่ฝั่งหนึ่งใจร้าว อีกฝั่งหนึ่งใช้เพียงคำว่า แค่...

โดย...ชูใจ

เรื่องนี้ จั่วหัวเรื่องด้วยประโยคที่ว่า “การกลั่นแกล้ง (Bullying) ความรุนแรงในสังคม ที่ฝั่งหนึ่งใจร้าว อีกฝั่งหนึ่งใช้เพียงคำว่า แค่...” นั่นเป็นเพราะเรื่องการบูลลี่นอกจากจะเป็นความตั้งใจแล้ว อีกมุมหนึ่งก็เกิดจากการ “คิดน้อยไป” ซึ่งเป็นการคิดน้อย ที่กร่อนความรู้สึกของผู้ถูกกระทำอย่างน่าเห็นใจ

การบูลลี่ (Bullying) หรือการกลั่นแกล้ง คือพฤติกรรมก้าวร้าวที่มุ่งร้ายต่อผู้อื่น ทั้งทางร่างกาย วาจา สังคม หรือโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ความเจ็บปวดเพื่อแสดงอำนาจเหนือกว่าและทำให้ผู้ถูกกระทำเจ็บปวด เสียใจ หรือหวาดกลัว มักพบมากในโรงเรียนและที่ทำงาน ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง และบางครั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ระบุว่าประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการบูลลี่มากที่สุดซึ่งมีหลายแบบ หลายวิธี ได้แก่ 1) การบูลลี่ทางร่างกายโดยการทำร้ายร่างกาย ด้วยการชกต่อย การผลัก การตบตี ดึงผม หรืออื่น ๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อร่างกาย 2) การบูลลี่ทางสังคม เป็นลักษณะของการใช้กลุ่มเพื่อนหรือสังคมกดดันและทำให้บุคคลแยกออกจากกลุ่ม เช่น การรวมตัว ชักชวนผู้อื่นไม่ให้สื่อสารด้วย ไม่ร่วมรับประทานอาหาร ไม่ให้เข้ากลุ่ม หรือเดินทางก็ไม่ให้จับคู่นั่งรถด้วย ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจจากการกระทำดังกล่าว 3) การบูลลี่ทางคำพูด เป็นการพูดสื่อสารด้วยวาจาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือทำให้เจ็บปวดด้วยการดูถูก เสียดสี เปรียบเทียบ กระแทก เย้าแหย่ เยาะเย้ย ข่มขู่ หรือการวิจารณ์ด้วยคำพูดผ่านการคำนินทาลับหลัง หรือแกล้งพูดเสมือนจะพูดลับหลัง แต่เจตนาให้ได้ยิน การโกหก ใส่ร้าย บิดเบือนข้อมูลที่ไม่เป็นจริง ทั้งนี้คนไทยบูลลี่กันมากที่สุดในเรื่องรูปลักษณ์ ทัศนคติ ความเชื่อ การแต่งกาย ได้แก่ ไม่สวย ไม่หล่อ ดำ อ้วน ผอม เตี้ย ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบต่าง ๆ ที่แสดงลักษณะทางกาย หรือสิ่งที่ไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริง เช่น หากระโปรงมาใส่ ตลาดล่าง ต่ำตม ไดโนเสาร์ 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งนับเป็นภัยคุกคามสมัยใหม่ นั่นคือ การบูลลี่บนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมากในสังคมผ่านการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งติ๊กตอก เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท ในการทำให้เสียชื่อเสียง ทำให้อับอาย หรือการใช้ถ้อยหยาบคาย คุกคามทางเพศ รวมทั้งการนำความลับของอีกฝ่ายมาเปิดเผย ทั้งในที่สาธารณะและการสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีผู้ที่เป็นเหยื่อ

ทั้งนี้นอกจากในกลุ่มผู้ใหญ่แล้ว ในเด็กก็มีการบูลลี่เช่นกัน โดยข้อมูลจากไทยพีบีเอส  ระบุว่า วิธีการที่เด็กใช้บูลลี่มากที่สุดคือ การตบหัว ร้อยละ 62.07 ล้อบุพการี ร้อยละ 43.57 พูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ 41.78 และอื่น ๆ เช่น นินทา ด่าทอ ชกต่อย ล้อปมด้อย พูดให้ร้าย เสียดสี และกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์

ทั้งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจจากมูลนิธิยุวพัฒน์  ที่ระบุว่า ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งได้ทวีคูณมากขึ้นกว่าในอดีต ทั้งโดยวิธีการที่รุนแรงและตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนถึง 600,000 คน เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนแล้วเท่ากับประมาณ 40% ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากระดับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นแล้ววิธีการกลั่นแกล้งก็เปลี่ยนไปจากในอดีตที่เคยใช้ เช่น การล้อเลียนชื่อพ่อแม่ การเรียกชื่อสมมติหรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มเล่นหรือทำกิจกรรม และการตบหัวหรือการชกต่อยเบา ๆ พฤติกรรมดังกล่าวเหล่านี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้ในการกลั่นแกล้ง แต่สำหรับในปัจจุบัน สื่อ (Media) และเทคโนโลยี (Technology) มีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกลั่นแกล้งของคนในยุคปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทย พบว่า กลุ่มเยาวชนมากกว่าร้อยละ 50 มีพฤติกรรมกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์และคุกคามผู้อื่นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชวนกังวลและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และวัยของเด็กที่บูลลี่ผู้อื่นและถูกผู้อื่นบูลลี่ก็ยิ่งน้อยลง นั่นหมายความว่า เด็กที่อายุน้อยลง ก็ยิ่งอยู่ในพื้นที่ของการบูลลี่มากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อสัมภาษณ์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ตอนนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์ในการถูกบูลลี่รูปร่าง หน้าตา สีผิวในวัยเด็กว่า เธอดำ ตำตับเป็ด ซึ่งเธอผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมาได้ เพราะมีผู้ใหญ่ได้ยินการถูกบูลลี่ และไม่รอช้าที่จะสื่อสารให้ผู้ใหญ่ที่บูลลี่เธอได้ยินว่า ถึงแม้สีผิวจะเข้ม ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรของชีวิต เพราะเธอน่ารัก พูดเพราะ เรียนเก่ง ยิ้มหวาน เธอเรียกการกระทำนั้นว่า นั่นคือการสะกิดอย่างอ่อนโยนให้ผู้ใหญ่อีกคนทราบ ว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งส่งผลให้เขาปรับเปลี่ยนถ้อยคำและท่าทีเช่นกันว่าเห็นด้วย กับความน่ารักของเธอ เธอน่ารัก ขยันยิ้ม เรียนเก่ง และเธอก็ผ่านสถานการณ์ในการถูกบูลลี่เรื่องสีผิว หน้าตามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ที่เธอกล้าจะสื่อสารว่า เธอพอใจมากที่ตัวเองเป็นแบบนี้ และคือลักษณะความมั่นใจที่ส่งผลทางบวกแก่เธอ

ในขณะที่แม่คนหนึ่งซึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอพาลูกหาหมอ เพราะว่า ลูกบอกว่าปวดหัว ปวดมาก จนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ลูกร้องไห้ทุกเช้า แต่เมื่อเลยเวลาไปโรงเรียน ลูกกลับดีขึ้น และบอกว่าปวดใหม่ เมื่อใกล้โรงเรียนเลิก เสมือนลูกเพิ่งนึกได้ว่า เป็นช่วงที่เพื่อนกลับจากโรงเรียน

ส่วนพ่ออีกคน เล่าเรื่องทุกข์ของตัวเองว่า ความทุกข์ในความเป็นพ่อก็คือ การที่ลูก ร้องไห้แทบทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน หรือหลังจากที่ขึ้นรถมา น้ำตาไหลเงียบ ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ทำให้พ่อรู้ว่า คือเรื่องเดิม ๆ โดนล้อว่าอ้วน ล้อว่าดำ ไม่ให้เข้ากลุ่ม ลูกร้องไห้ทุกวันก่อนไปโรงเรียน

ในขณะที่เด็กคนหนึ่งซึ่งเรียนอยู่ในชั้นประถมต้น ก็เล่าเรื่องของเธอว่า เธอไปโรงเรียนด้วยชุดที่เธอชอบ แต่กลับโดนเพื่อนแซวว่าเหมือนปลาหมึกเลย เธอกลับมาร้องไห้ เล่าให้พ่อฟัง และบอกว่าไม่กล้าสวมชุดโปรดไปโรงเรียนอีก พ่อแนะนำให้ตอบเพื่อนไปว่า “เธอจะเป็นปลาหมึกที่น่ารักเหมือนเราได้มั้ยล่ะ เราว่าเธอก็ชอบชุดเรานะ” ตั้งแต่วันนั้นเพื่อนก็ไม่แซวเธอเรื่องชุดอีกเลย และเธอก็สวมชุดที่เธอชอบได้อย่างสบายใจ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้ทราบว่า บางเรื่องราว เป็นความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำที่อยู่กับความทุกข์ทรมานมาจากการถูกบูลลี่ซึ่งบางคนไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวให้ผู้ใดทราบ และบางข้อมูลทำให้ทราบว่า การบูลลี่ ไม่ได้สร้างความทุกข์เพียงแค่เหยื่อเท่านั้น แต่ยังสร้างความทุกให้แก่บุคคลรอบข้างให้ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ บางทีเด็กบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำร้ายผู้อื่นผ่านถ้อยคำ ที่ทำให้ตัวเองชอบธรรมว่า “ล้อเล่น” หรืออาจสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยการพูดเพิ่มเติมไปอีกว่า “แซวเล่นแค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธ ทำไมต้องเสียน้ำตา” และคำพูดอื่น ๆ ที่ล้วนส่งผลต่อผู้ที่ถูกบูลลี่ ในขณะที่ผู้กระทำยังไม่รับรู้ถึงความไม่ถูกต้องของการกระทำตัวเอง ว่าผลจากความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวที่ทำจนเป็นนิสัยนั้น คือการสร้างความทุกข์ทรมานแก่คนที่ตัวเองก็เรียกว่าเพื่อน ญาติ หรือใครสักคนที่มิใช่คนห่างไกลจากพื้นที่ชีวิตตัวเองในสังคม ดังนั้น เรื่องนี้จึงนับเป็นโจทย์ร่วมระหว่างโรงเรียน บ้าน ชุมชน ศาสนสถาน และพื้นที่ในสังคมที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำความเข้าใจ ดูแลเด็ก ๆ และผู้คนในสังคมโดยไม่ปล่อยผ่าน 

อย่านิ่งเฉย หากคนที่คุณรักบูลลี่ใคร เพราะนั่น อาจเป็นการทำความผิดที่กลายเป็นตราบาปไปชั่วชีวิตและอย่าบอกเพียงว่า ให้อดทน ในยามที่ใครสักคนกำลังสื่อสารให้คุณรู้ว่า เขากำลังถูกบูลลี่ เพราะคุณ ผู้ที่รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ อาจเป็นผู้ไขกุญแจใครสักคนที่หัวใจกำลังมืดมิด อับจนหนทาง ได้พบกับความสว่างของชีวิตให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขเหมือนผู้คนทั่วไป

อ้างอิง
https://dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30612
https://www.thaipbs.or.th/news/content/324758
https://www.yuvabadhanafoundation.org/th

ความคิดเห็น