โดย ชูใจ
วันอีดเป็นวันที่มีความหมายพิเศษสำหรับชาวมุสลิมทั่วโลก หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนตนเองในเดือนเราะมะฎอนด้วยการถือศีลอด การละหมาดฟัรฎูและสุนัตยามค่ำคืน การอ่านอัลกุรอาน และการทำความดี วันอีดจึงเปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งความเบิกบานใจที่อัลลอฮฺ ทรงประทานแก่ผู้ศรัทธา ความงดงามของวันอีดเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งมีแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด ให้เตรียมตัวด้วยการอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย ตัดเล็บ และสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและเรียบร้อย ชุดที่ดีที่สุดเท่าที่มี ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องซื้อชุดใหม่เสมอไป แต่หากครอบครัวใดจะใช้ความพิเศษของวันอีดในการซื้อชุดใหม่ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้เช่นกัน การเตรียมตัวข้างต้นไม่เพียงเป็นเรื่องของความสะอาดทางกาย แต่ยังแสดงให้ทราบถึงการเตรียมใจให้พร้อมสำหรับวันแห่งความสุข ซึ่งเป็นเทศกาลพิเศษของมุสลิมทุกคน นักวิชาการอิสลามศึกษาอธิบายว่า การดูแลความสะอาดและการแต่งกายที่ดีในวันอีดเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความสำคัญต่อวันอีด และเป็นการแสดงถึงความงดงามของอิสลามเช่นเดียวกัน
หากจะกล่าวถึงวันความทรงจำของบรรยากาศในบ้านยามเช้าวันอีด มักเต็มไปด้วยความคึกคัก เด็ก ๆ ตื่นแต่เช้าเพื่อสวมเสื้อผ้าที่สวยงาม พ่อแม่ช่วยกันเตรียมตัวลูก ๆ ขณะที่ผู้ใหญ่ก็เตรียมใจให้พร้อมสำหรับการไปละหมาดอีดที่มัสยิด ภาพของครอบครัวที่ออกจากบ้านพร้อมกันในเช้าวันอีด ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังมัสยิด นับเป็นความงดงามที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของครอบครัวและสังคม ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญของสังคมมุสลิม ทั้งนี้หนึ่งในซุนนะฮฺที่งดงามในวันอีดคือ การเดินไปละหมาดอีดทางหนึ่งและกลับอีกทางหนึ่ง ดังที่มีรายงานจากท่านญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺว่า ในวันอีดท่านศาสดามุฮัมมัด มักใช้เส้นทางหนึ่งในการไปละหมาด และใช้เส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งในการกลับ ดังหะดีษที่ว่า
كان إذا كان يومُ عيدٍ خالفَ الطريقَ - أخرجه البخاري (986) باختلاف يسير
“เมื่อถึงวันอีดท่าน (นบี) จะใช้เส้นทางสลับกันระหว่างขาไปกับขากลับ”
นักวิชาการอธิบายว่า การปฏิบัติเช่นนี้มีความหมายเชิงสังคม เพราะทำให้ผู้คนได้พบปะทักทายกันมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน
เมื่อผู้คนมารวมตัวกันที่มัสยิดในเช้าวันอีด ภาพของเด็ก ผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาว และผู้สูงอายุที่ยืนละหมาดร่วมกันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสังคมมุสลิม ณ มัสยิด นับเป็นโอกาสหนึ่งในการจับมือ สลาม และขออภัยกันและกัน รวมทั้งควรมีการกล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกันว่า “ตะก็อบบะลัลลอฮุ มินนา วะมินกุม” ซึ่งหมายความว่า “ขอให้อัลลอฮฺทรงรับการงานความดีจากเราและจากพวกท่าน” ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่งดงามมากช่วงหนึ่งในการแสดงความรักระหว่างกัน
หลังจากกลับจากมัสยิด วันอีดมักเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้กลับมารวมตัวกัน การจัดบรรยากาศในวันอีดส่งเสริมให้สมาชิกในบ้านรับประทานอาหารและร่วมพูดคุยกัน นอกจากนี้ในวันอีดยังส่งเสริมให้มีการบริจาค เป็นโอกาสที่ดีที่เด็ก ๆ จะได้รับเงินหรือของขวัญจากผู้ใหญ่ ขณะที่ผู้ใหญ่ก็ได้รับความสุขจากการได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ ช่วงเวลาเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างความทรงจำที่ดีให้กับเด็ก ซึ่งต้องยอมรับว่าประสบการณ์เชิงบวกในครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและครอบครัว คือการสร้างความอบอุ่นในหัวใจของเด็ก
ซึ่งนอกจากการบริจาคให้แก่เด็กแล้ว ที่เห็นว่าทำแล้วดีก็คือ การมอบเงินหรือของขวัญให้แก่พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือในชุมชน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็นับเป็นการดูแลผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ดูแลลูกหลานของเรา ซึ่งนับเป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งในพื้นที่ชีวิตของทุกคน ที่ลืมไม่ได้ก็คือ การบริจาคหรือให้ของขวัญแก่เด็กกำพร้า เพราะพวกเขาเป็นบุคคลสำคัญที่ทุกคนในครอบครัวและสังคมต้องช่วยกันดูแล อย่าลืมถามหาเพื่อที่จะมอบเงินหรือของขวัญให้แก่เด็ก ๆ กำพร้า ดังที่อัลกุรอานได้ระบุว่า
“และพวกเขาให้อาหารด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลยศึก”
(อัลกุรอานสูเราะฮฺอัลอินซาน: 8)
และท่านนบี เคยกล่าวไว้ว่า
“ฉันและผู้อุปการะเด็กกำพร้า จะได้อยู่ในสวรรค์เช่นนี้” และท่านก็ได้ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วแยกออกจากกัน (ดูในบุคอรีย์ เล่ม 10 หน้า 365)
วันอีดยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการสื่อสารด้วยเรื่องราวเชิงบวกในครอบครัว การพูดคุยด้วยคำพูดที่สุภาพ การให้กำลังใจ และการหลีกเลี่ยงการบูลลี่หรือการล้อเลียนกัน เพราะคำพูดมีพลังในการสร้างหรือทำลายความรู้สึกของผู้คน อิสลามให้ความสำคัญกับมารยาทในการพูดอย่างยิ่ง ดังที่ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า
“ผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์ที่สุดคือผู้ที่มีมารยาทดีที่สุด” (บันทึกโดย อัตติรมิซี)
นอกจากความอบอุ่นในครอบครัวแล้ว วันอีดยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของการ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้อง ซึ่งในอิสลามเรียกว่า ซิละตุรเราะฮีม หรือการเชื่อมสัมพันธ์เครือญาติ ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า
“ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก จงเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติของเขา” (บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม)
หะดีษบทนี้แสดงให้เห็นว่า การเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องไม่ใช่เพียงธรรมเนียมทางสังคม แต่เป็นการปฏิบัติทางศาสนาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นวันอีดจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง การขออภัยซึ่งกันและกัน และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่อาจห่างเหินไปตามกาลเวลา สิ่งสำคัญในวันอีดก็คือการอภัยซึ่งกันและกัน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งคุณค่าที่สำคัญของวันอีด อัลกุรอานสอนให้ผู้ศรัทธาเป็นผู้ที่ให้อภัยและมีความเมตตา ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
“จงให้อภัยและจงผ่อนปรนเถิด พวกเจ้าไม่ต้องการหรือที่อัลลอฮฺจะทรงอภัยแก่พวกเจ้า” (อัลกุรอานสูเราะฮฺอันนูร: 22)
ในมุมมองทางสังคมศาสตร์ วันอีดจึงเป็นมากกว่าวันเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน การรวมตัว การเยี่ยมเยียน และการให้อภัยซึ่งกันและกันช่วยฟื้นฟูสายสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ซึ่งแท้จริงแล้วความงดงามของวันอีดไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าใหม่หรืออาหารอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่หัวใจที่เต็มไปด้วยความเมตตา การให้อภัย และการแบ่งปัน
เมื่อครอบครัวอบอุ่น ชุมชนก็จะอบอุ่นตามไปด้วย และเมื่อสังคมเต็มไปด้วยรอยยิ้มของการแบ่งปัน วันอีดก็จะกลายเป็นวันที่งดงามที่สุดวันหนึ่งของชีวิต เพราะวันอีดไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง
แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์กลับมารักกันอีกครั้งในฐานะครอบครัว ในฐานะพี่น้อง และในฐานะสมาชิกของสังคมเดียวกัน ซึ่งแสดงให้หัวใจรับรู้ได้ถึงความงดงามและความเมตตาของอิสลามที่ช่วยดูแลหัวใจของผู้คนและความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น