บุหรี่ก็ฆ่าคนได้

ภัยรายจากบุหรี่ ที่คร่าชีวิตและหัวใจผู้คน

โดย ขจรจบ

ณ เวลานี้ หากสังคมจะเปิดตา ก็จะรับรู้ได้ว่า จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียใหญ่ของสังคม จากบุหรี่สู่ยาเสพติดรุนแรงและความรุนแรงในชีวิตจริง เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้กระทั่งตัวเราเอง ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำพูดที่คุ้นเคยว่า 

“สูบบุหรี่แค่นิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก” 

หรือบางคนกล่าวว่า... 

“แค่ดูดใบจาก บุหรี่มวนเอง ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนบุหรี่ทั่วไป”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพฤติกรรมเสพติด ซึ่งมักเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งใน “ประตูบานแรกของการเสพติด” ที่อาจนำไปสู่การทดลองสารเสพติดชนิดอื่นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

ข้อมูลด้านสาธารณสุขของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 14.4% ของประชากรผู้ใหญ่ ขณะที่ในกลุ่มเยาวชนพบว่า ประมาณ 11.45% ของเด็กอายุ 10–14 ปีมีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเริ่มต้นสูบบุหรี่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย และยิ่งน่ากังวลไปอีก เมื่อดูแล้วแนวโน้มของการสูบบุหรี่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ รวมทั้งมีในกลุ่มผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รูปแบบของบุหรี่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถูกออกแบบให้มีสีสันสดใส รูปลักษณ์ทันสมัย และมีกลิ่นหอมคล้ายลูกอม คล้ายหมากฝรั่ง หรือผลไม้ กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้เยาวชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่อันตราย ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้จักบุหรี่ไฟฟ้า 

แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้การเข้าถึงของเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากการสำรวจระดับชาติพบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 13–15 ปี เพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปี 2015 เป็น 17.6% ในปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าในเวลาเพียงไม่กี่ปี นอกจากนี้ยังมีการสำรวจอีกหลายการศึกษาที่พบว่า เยาวชนไทยประมาณ 7.2% เคยทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า และ 3.7% เป็นผู้ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อศึกษาจากองค์ความรู้ของผู้ดูแลเยาวชนเหล่านี้ มีไม่น้อยที่ ต่อให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ทราบว่านี่คือบุหรี่ไฟฟ้า นั่นคือความแตกต่างระหว่างเยาวชนผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้ากับผู้ดูแลอย่างผู้ปกครองและครู  ทั้งนี้มีข้อมูลยืนยันจาก 

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุ งานวิจัยใน The New England Journal of Medicine (NEJM) ที่รวบรวมงานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้าเปรียบเทียบกับบุหรี่ธรรมดา เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ร้อยกว่าชิ้น  พบอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า มีปริมาณสารนิโคตินสูงเทียบเท่าบุหรี่ธรรมดา 20 ซอง ซึ่งสารนิโคตินเป็นสารเสพติด อันตรายกับสมอง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เซลล์สมองจะเติบโตไปเรื่อย ๆ จนอายุ 25 ปี ถ้าใช้เสพติดก่อนที่สมองจะโตเต็มที่จะส่งผลกระทบต่อการเรียน อารมณ์ การควบคุมตัวเอง โรคทางจิตใจ เช่น มีภาวะซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย นอกจากนี้ทำให้เสี่ยงไปใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ ได้อีก  ซึ่งนับได้ว่า บุหรี่มวนเองและบุหรี่ไฟฟ้าคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นที่ทวีความรุนแรงไปเรื่อย ๆ ทั้งต่อตัวผู้เสพ และบุคคลรอบตัวทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก จากอันตรายต่อตัวเอง อันตรายต่อคนใกล้ชิดในครอบครัว ต่อผู้คนที่พบปะในสังคม และขยายความอันตรายและความร้ายแรงเหล่านี้ไปยังคนที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าใครก็ตามที่การทำลายจากสารเสพติดที่ทำให้ผู้เสพจินตนาการไปถึง 

อย่างเช่นกรณีของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลาที่นับว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจของผู้คนในสังคม ที่ยอมเป็นตัวประกันแทนนักเรียน และสุดท้ายก็กลายเป็นผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตโดยผู้ใช้สารเสพติด รวมทั้งนักเรียนที่ต้องตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนที่สุด ที่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ก็จะพบว่าไม่ใช่เพียงผู้ที่ได้รับผลตรงหน้าที่เห็นเท่านั้น ความสูญเสียนี้ส่งผลไปยังผู้คนรอบตัว วงการการศึกษาที่สูญเสียผู้บริหารที่มากความสามารถ ซึ่งเอาใจใส่เพื่อนครู ดูแลเด็กอย่างดี รวมทั้งครอบครัวที่ต้องสูญเสีย ทั้งสามีที่สูญเสียคู่ชีวิต ลูกที่สูญเสียแม่ ญาติ ๆ ที่สูญเสียพี่น้อง ซึ่งเมื่อนับจากการสิ้นลมของคนที่อาจจะนับเป็นหน่วยว่า 1 คน ความสูญเสียที่นับว่า 1 กลับส่งผลร้าวไปยังหัวใจอีกหลายดวง ซึ่งที่กล่าวไปแค่นั้นก็ยังไม่ครบถ้วนของความสูญเสียของการสิ้นลมของคนที่ถูกทำร้ายโดยผู้ใช้สารเสพติด 

และอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมที่เป็นข่าวในโลกโซเชียล คือกรณีของพ่อในพื้นที่แห่งหนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำร้ายลูกและบอกเล่าสาเหตุผ่านโซเชียลว่า มีปัญหาครอบครัวกับภรรยาเลยทำร้ายลูกซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีความรุนแรงและสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้คนในสังคม แต่เมื่อสอบถามลึกลงไป เบื้องหลังของปัญหานี้ที่เป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญก็คือยาเสพติด ที่ผู้ใช้บอกว่าเสพยาเค (Ketamine) ซึ่งเดิมใช้เป็นยาสลบในทางการแพทย์ แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด จะส่งผลต่อระบบประสาทและสมองอย่างรุนแรง ผู้ใช้ยาเคอาจเกิดอาการหลอน มึนงง สูญเสียการควบคุมตนเอง และไม่สามารถรับรู้ผลของการกระทำของตนได้อย่างชัดเจน ในบางกรณีผู้เสพอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ทันยั้งคิดดังเช่นกรณีนี้ 

ปัญหาจากยาเสพติดเกิดขึ้นในทุกกลุ่มของสังคมไทย รวมทั้งสังคมมุสลิม ซึ่งต้องยอมรับว่า มีประชากรมุสลิมจำนวนมากที่ใช้ยาเสพติด ทั้งที่ตามหลักคำสอนของอิสลาม การดูแลสุขภาพกายและจิตใจถือเป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ เพราะร่างกายถือเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์มอบหมายให้มนุษย์ดูแล การหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย เพราะอิสลามห้ามในสิ่งที่ก่อให้เกิดภัยต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งจากสองกรณีที่ยกตัวอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บ่อยครั้งของเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและสถานศึกษาซึ่งเป็นหน่วยที่สำคัญในการดูแลผู้คนล้วนมีเหตุเกี่ยวเนื่องกับการใช้สารเสพติด

ดังนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักรู้สู่การเฝ้าระวังยาเสพติดจึงควรเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสถาบันศาสนา โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และภูมิคุ้มกันทางความคิดให้กับเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องยอมรับความจริงที่ว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ใหญ่โต แต่กลับเริ่มต้นมาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่มักพูดกันว่า “แค่ใบจาก แค่บุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นหอมเท่านั้น” 

ดังนั้น การสูบบุหรี่เพียงครั้งเดียวอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับบางคน อาจเป็นก้าวแรกของเส้นทางที่นำไปสู่การทำลายชีวิตของตนเอง และอาจรวมถึงชีวิตของผู้อื่นในสังคมด้วย การคำนึงว่า จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ก่อนที่มันจะเติบโตจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใคร่ครวญกับคำกล่าวที่ว่า “แค่บุหรี่เอง ฆ่าคนไม้ได้หรอก” แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีพลังมากพอ ที่จะทำให้ใครบางคนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ เพียงแค่ได้กลิ่นบุหรี่ บางคนต้องแท้ง เพราะสามีสูบบุหรี่ หรือบางคน ก็ต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง เป็นภาระของภรรยาและลูก เนื่องจากเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ และหลายเหตุการณ์สะเทือนใจนั่นคือ บางคนก็ต้องเสียชีวิต หมดลมหายใจ เพราะใครบางคน เริ่มต้นสูบบุหรี่ 

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม หลาย ๆ คน หลาย ๆ หน่วยงาน จึงพยายามต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย นั่นเป็นเพราะบุหรี่ไม่เพียงทำร้ายผู้เสพเอง แต่กลับคร่าชีวิตและลมหายใจของผู้คนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่บางคน ตลอดชีวิตไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่แม้แต่ครั้งเดียว

เอกสารอ้างอิง
[1] https://tobaccoatlas.org/factsheets/thailand/
[2] https://www.hfocus.org/content/2024/01/29582
[3] https://mysuksara.blogspot.com/2026/01/e-cigarette-youth-risk.html
[4] https://www.thaihealth.or.th//บุหรี่ไฟฟ้า-ภัยคุกคามเ/

ความคิดเห็น